แบ่งปันไปยัง : แบ่งปันไปยัง facebook

วัดท่าขนุน_01

          วัดท่าขนุนเป็นวัดที่มีประวัติศาสตร์และความหมายที่สำคัญต่อชุมชนตำบลท่าขนุน ในอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ตำแหน่งของวัดท่าขนุนนี้ไม่ใช่เพียงแค่สถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของเมืองด่านท่าขนุนในวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

ประวัติความเป็นมาของวัดท่าขนุน

          เมื่อย้อนยุคกลับไปในอดีต สมัยนั้นการเดินทางส่วนมากจะเน้นการใช้เรือในการสัญจร โดยล่องเรือตามลำน้ำแควน้อย และที่ตั้งของเมืองด่านท่าขนุน ก็เป็นท่าเรือที่คนท้องถิ่นเลือกใช้ในการติดต่อสื่อสารกัน ความพิเศษของท่าเรือนี้คือมีต้นขนุนอยู่หลายต้นที่ริมแม่น้ำ ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของท่าเรือนี้ และเนื่องจากความโดดเด่นของต้นขนุนเหล่านี้ ชุมชนจึงมักเรียกท่าเรือนี้ว่า "ท่าขนุน" และนี่ก็เป็นที่มาของชื่อวัดท่าขนุน ที่เรารู้จักในปัจจุบัน โดยมีชื่อเสียงที่ดังกังวานเป็นที่รู้จักกันในท้องถิ่นตั้งแต่นั้นมา

วัดท่าขนุน_02

วัดท่าขนุน_03

หนังสือนิราศท่าดินแดงที่พูดถึงวัดท่าขนุน

          ในหนังสือนิราศท่าดินแดง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2329 อธิบายถึงการเสด็จไปทำศึกกับพม่าซึ่งยกมารุกรานไทยที่ท่าดินแดง ในหนังสือนี้ยังมีการพรรณนาถึงวัดท่าขนุน ซึ่งเป็นอีกสถานที่สำคัญ ณ ท้องถิ่นนั้น โดยการทรงยกทัพไปนั้น พระองค์ได้เดินทางพร้อมกับกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท และขบวนเรือที่ทรงนำพาออกจากกรุงเทพฯ ไปยังเมืองไทรโยค หลังจากนั้น ทรงประสานทัพเพื่อเดินทางทางบกต่อไป เพื่อต่อสู้และป้องกันแผ่นดินของชาติ

          พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงเข้าตีค่ายพม่าที่ท่าดินแดง ในขณะเดียวกัน กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงกำหนดค่ายการรบที่ตำบลสามสบ และทั้งสองทัพได้เริ่มการรบพร้อมกันในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2329 ซึ่งการปะทะกันนั้นยืดยาวถึงสามวัน จนถึงวันที่ 23 ในช่วงบ่าย ฝ่ายไทยทรงเป็นฝ่ายชนะ ได้บุกเข้าค่ายพม่า จนพม่าต้องทิ้งค่ายและหนีฉุกเฉิน

          เหตุการณ์การรบในวันนั้นก่อให้พม่ารู้สึกประหม่าขณะกลับค่าย ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลแม่กษัตริย์ พระมหาอุปราชฯ เมื่อยินดีว่ากองทัพของตนหน้าแตก จึงเลือกที่จะเบียดเสียดจากสนามรบ ผลักดันให้กองทัพพม่าต้องละทิ้งอาวุธและยุทโธปกรณ์หลายอย่าง โดยเฉพาะปืนใหญ่ที่ไม่สามารถลากกลับไปได้

          จากการบุกเข้าค่ายพม่าที่ท่าดินแดง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้สั่งให้ทัพยกเคลื่อนที่ไปยังจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งในวันนั้นเรียกว่าเมืองปากแพรก ก่อนที่จะยกทัพเรือเดินทางไปถึงเมืองไทรโยค และต่อมาทรงเปลี่ยนเป็นทัพบก โดยตั้งค่ายที่วัดท่าขนุน พร้อมกับคาดการณ์การตีกองทัพพม่าอีกครั้งที่ท่าดินแดง ทำให้การประชันกับพม่าในครั้งนั้นมีความรุนแรงและสำคัญมากในประวัติศาสตร์ไทย

วัดท่าขนุน_04

วัดท่าขนุน_05

เรื่องราวของวัดท่าขนุน

          ในยุคของรัชกาลที่ 1 ท่าขนุนเป็นหนึ่งในเมืองหน้าด่านที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยค่านิยมของชาวพุทธไม่ว่าจะเป็นมอญ, พม่า, ไทย หรือลาว มักมีความเชื่อว่าทุกบ้านควรมีวัดที่อยู่ใกล้เคียงเพื่อให้ประชาชนมีที่ไปบวช บูชา และศึกษาธรรม ดังนั้น, ในท่าขนุนย่อมมีวัดท่าขนุนอยู่แน่นอน เราสามารถทำความเข้าใจได้ว่าการก่อตั้งวัดท่าขนุนต้องเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ยุคนั้นแล้ว แม้กระนั้น หลักฐานที่แน่นอนมากเกินกว่าการกล่าวถึงในเอกสารประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ยังขาดหายไป

          เรื่องราวของวัดท่าขนุนได้รับความสนใจอีกครั้ง เมื่อครั้งที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอรประพันธรำไพ และพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอดิศัยสุริยาภา สองพระราชธิดาจากรัชกาลที่ 5 ได้เสด็จมาประพาสป่าทองผาภูมิ เมื่อสัมผัสกับธรรมชาติของป่าทองผาภูมิ ทั้งสองพระองค์ได้รับความประทับใจจึงเสด็จมาอีกครั้งหนึ่ง และในครั้งนี้พระองค์ได้ทูลขอพระราชทานพระพุทธรูปรัชกาล ขนาดหน้าตักประมาณ 1 ศอก 2 องค์ และธรรมาสน์ทรงบุษบกฝีมือช่างหลวง จากรัชกาลที่ 7 มาถวายแก่หลวงปู่พุก อุตฺตมปาโล เจ้าอาวาสของวัดท่าขนุน เมื่อ พ.ศ. 2472

          หลวงปู่พุก อุตฺตมปาโล เป็นพระเถระที่มีเชื้อสายมอญ มีสีลาจารวัตรที่งดงามและได้รับความนับถือจากชาวบ้านอย่างล้ำลึก ตอนนั้นทั้งสองพระองค์ได้ทราบถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่พุก จึงเสด็จมานมัสการและถวายสิ่งของพระราชทาน เพื่อแสดงความเคารพนับถือ หลังจากนั้น หลวงปู่พุกได้ปกครองและดูแลวัดท่าขนุนจนถึง พ.ศ. 2489 ก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ และหลังจากนั้น ชาวบ้านได้นิมนต์หลวงปู่เต๊อะเน็ง ชาวกะเหรี่ยงนอก (มาจากพม่า) มาเป็นเจ้าอาวาสของวัดท่าขนุนต่อเนื่อง

วัดท่าขนุน_06

วัดท่าขนุน_06-2

          ช่วงนั้นวัดท่าขนุนกำลังต้องการการฟื้นฟูและพัฒนา ที่อยู่ในสภาวะร้างโรย หลวงพ่ออุตตมะที่เดินธุดงค์จากพม่าเข้าไทยมา ได้มีโอกาสพบกับหลวงปู่เต๊อะเน็งที่วัดท่าขนุน ด้วยความมีใจกว้างของทั้งสอง พระทั้งสองจึงร่วมมือกันสร้างมณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาทสี่รอยจำลองเพื่อเป็นการสืบทอดศาสนาและสร้างเสริมเจริญให้กับวัดท่าขนุน

          สำหรับหลวงปู่เต๊อะเน็งเอง ท่านได้บริหารวัดท่าขนุนจนถึง พ.ศ. 2494 ก่อนที่จะต้องเดินทางกลับพม่า และไม่มีโอกาสกลับมาดูแลวัดอีกต่อไป การบริหารวัดหลังจากนั้นทางคณะสงฆ์ได้ตัดสินใจส่งพระภิกษุจากเมืองกาญจนบุรีมาเป็นผู้ดูแล แต่สภาพภูมิอากาศและโรคไข้ป่าที่เป็นปัญหาในบริเวณนั้นทำให้พระภิกษุเหล่านั้นอยู่ได้ไม่นาน สุดท้ายก็ต้องลากลับ ทำให้วัดท่าขนุนยังคงเป็นวัดร้าง

          อย่างไรก็ตาม วันที่ 26 ธันวาคม 2495 หลวงปู่สาย อคฺควํโส จากนครสวรรค์ได้มาดำเนินธุดงค์และปักกลดปฏิบัติธรรมที่วัดท่าขนุน การปฏิบัติธรรมของท่านได้รับการยอมรับและนับถือจากชาวบ้าน ชาวบ้านยังให้การอุปัฏฐากยิ่งยวดแก่หลวงปู่สาย แต่จนถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2496 หลวงปู่สายก็ต้องทำการลาชาวบ้าน เพื่อเดินธุดงค์เข้าประเทศพม่า แต่วัดท่าขนุนยังคงอยู่ในใจชาวบ้านมาตลอดเวลา

วัดท่าขนุน_07

          วัดท่าขนุนเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในประเทศไทย ในวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2496 หลวงปู่สาย พระภิกษุที่มีชื่อเสียงและมีความเป็นมากในระดับประเทศ ได้เดินธุดงค์กลับจากประเทศพม่า และเข้ามายังวัดท่าขนุน โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชาวบ้านซึ่งนำโดยนายบุญธรรม นกเล็ก ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่นั้น หลวงปู่สายได้ทรงอยู่จำพรรษาที่วัดท่าขนุนจนถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2496

          ในระหว่างนั้น นายบุญธรรม นกเล็ก ได้ขอเรียนธรรมจากหลวงปู่สายและนำคณะชาวบ้านไปขอพรที่หลวงปู่น้อย เตชปุญฺโญ (พระครูนิพันธ์ธรรมคุต) เจ้าอาวาสวัดหนองโพธิ์ จังหวัดนครสวรรค์ ท่านเป็นพระกรรมวาจาจารย์และเป็นผู้ดูแลหลวงปู่สาย หลังจากการขอพร หลวงปู่สายได้กลับไปยังวัดหนองโพธิ์ในจังหวัดนครสวรรค์

          เมื่อพ้นกำหนดการจำพรรษาในปี พ.ศ. 2497 นายบุญธรรม นกเล็ก ซึ่งมีศรัทธาในหลวงปู่สายมาก ได้นำคณะชาวบ้านเดินทางไปยังนครสวรรค์ เพื่อขอหลวงปู่สายกลับมาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดท่าขนุน หลวงปู่น้อยตอบรับคำขอและให้ความยินยอม ทำให้หลวงปู่สายได้กลับมาที่วัดท่าขนุนอีกครั้งในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2497 และตั้งแต่นั้นหลวงปู่สายได้ร่วมมือกับชาวบ้านทำการบูรณะและพัฒนาวัดท่าขนุนให้เติบโตขึ้นจนถึงปัจจุบัน

วัดท่าขนุน_08

          วัดท่าขนุนเป็นหนึ่งในวัดที่มีความหมายสำคัญและประวัติยาวนานในจังหวัดกาญจนบุรี หลวงปู่สายได้รับการยกย่องจากพระวิสุทธิรังษี (ดี พุทธโชติมหาเถระ) เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรีในขณะนั้นเป็นผู้ที่ได้มอบหมายให้เขาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดท่าขนุน ตามหนังสือแต่งตั้งเลขที่ 1/2497 ลงวันที่ 1 มกราคม 2498 สามารถเห็นได้ว่าในระยะเวลานั้นหลวงปู่สายมีบทบาทสำคัญในการร่วมกับศรัทธาชาวบ้านในการพัฒนาวัดท่าขนุน จนวัดนี้ได้กลับมาฟื้นฟูและเป็นวัดที่สมบูรณ์อีกครั้ง ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของชาวบ้านจนได้รับรางวัลวัดพัฒนาตัวอย่างในปี 2516

          แต่แล้วก็มีเหตุการณ์เศร้าขึ้นกับวัดท่าขนุน ในปี 2535 หลวงปู่สาย อคฺควํโส ได้มรณภาพลง ทำให้วัดท่าขนุนมีการเปลี่ยนแปลงมาก การซ่อมแซมและรักษาเสนาสนะภายในวัดมีบางส่วนที่ทรุดโทรม บางส่วนก็ชำรุดจนไม่สามารถใช้งานได้

          สู่ปี 2545 สมัยที่พระสมุห์สมพงษ์ เขมจิตฺโต เป็นเจ้าอาวาสวัดท่าขนุน, พระราชธรรมโสภณ ซึ่งรักษาการเป็นเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรีในขณะนั้น ได้มอบหมายให้พระใบฎีกาเล็ก สุธมฺมปญฺโญ มารับผิดชอบและพัฒนาวัดท่าขนุนให้กลับมาสวยงามและมีเสนาสนะที่สมบูรณ์ขึ้นอีกครั้ง ตามการประกาศของเจ้าคณะ ทำให้วัดท่าขนุนได้กลับมามีชีวิตชีวาและเป็นศูนย์กลางทางวิญญาณของชาวบ้านอีกครั้ง

วัดท่าขนุน_01

          วัดท่าขนุนเป็นวัดที่มีประวัติศาสตร์และความหมายที่สำคัญต่อชุมชนตำบลท่าขนุน ในอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ตำแหน่งของวัดท่าขนุนนี้ไม่ใช่เพียงแค่สถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของเมืองด่านท่าขนุนในวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

ประวัติความเป็นมาของวัดท่าขนุน

          เมื่อย้อนยุคกลับไปในอดีต สมัยนั้นการเดินทางส่วนมากจะเน้นการใช้เรือในการสัญจร โดยล่องเรือตามลำน้ำแควน้อย และที่ตั้งของเมืองด่านท่าขนุน ก็เป็นท่าเรือที่คนท้องถิ่นเลือกใช้ในการติดต่อสื่อสารกัน ความพิเศษของท่าเรือนี้คือมีต้นขนุนอยู่หลายต้นที่ริมแม่น้ำ ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของท่าเรือนี้ และเนื่องจากความโดดเด่นของต้นขนุนเหล่านี้ ชุมชนจึงมักเรียกท่าเรือนี้ว่า "ท่าขนุน" และนี่ก็เป็นที่มาของชื่อวัดท่าขนุน ที่เรารู้จักในปัจจุบัน โดยมีชื่อเสียงที่ดังกังวานเป็นที่รู้จักกันในท้องถิ่นตั้งแต่นั้นมา

วัดท่าขนุน_02

วัดท่าขนุน_03

หนังสือนิราศท่าดินแดงที่พูดถึงวัดท่าขนุน

          ในหนังสือนิราศท่าดินแดง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2329 อธิบายถึงการเสด็จไปทำศึกกับพม่าซึ่งยกมารุกรานไทยที่ท่าดินแดง ในหนังสือนี้ยังมีการพรรณนาถึงวัดท่าขนุน ซึ่งเป็นอีกสถานที่สำคัญ ณ ท้องถิ่นนั้น โดยการทรงยกทัพไปนั้น พระองค์ได้เดินทางพร้อมกับกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท และขบวนเรือที่ทรงนำพาออกจากกรุงเทพฯ ไปยังเมืองไทรโยค หลังจากนั้น ทรงประสานทัพเพื่อเดินทางทางบกต่อไป เพื่อต่อสู้และป้องกันแผ่นดินของชาติ

          พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงเข้าตีค่ายพม่าที่ท่าดินแดง ในขณะเดียวกัน กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงกำหนดค่ายการรบที่ตำบลสามสบ และทั้งสองทัพได้เริ่มการรบพร้อมกันในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2329 ซึ่งการปะทะกันนั้นยืดยาวถึงสามวัน จนถึงวันที่ 23 ในช่วงบ่าย ฝ่ายไทยทรงเป็นฝ่ายชนะ ได้บุกเข้าค่ายพม่า จนพม่าต้องทิ้งค่ายและหนีฉุกเฉิน

          เหตุการณ์การรบในวันนั้นก่อให้พม่ารู้สึกประหม่าขณะกลับค่าย ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลแม่กษัตริย์ พระมหาอุปราชฯ เมื่อยินดีว่ากองทัพของตนหน้าแตก จึงเลือกที่จะเบียดเสียดจากสนามรบ ผลักดันให้กองทัพพม่าต้องละทิ้งอาวุธและยุทโธปกรณ์หลายอย่าง โดยเฉพาะปืนใหญ่ที่ไม่สามารถลากกลับไปได้

          จากการบุกเข้าค่ายพม่าที่ท่าดินแดง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้สั่งให้ทัพยกเคลื่อนที่ไปยังจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งในวันนั้นเรียกว่าเมืองปากแพรก ก่อนที่จะยกทัพเรือเดินทางไปถึงเมืองไทรโยค และต่อมาทรงเปลี่ยนเป็นทัพบก โดยตั้งค่ายที่วัดท่าขนุน พร้อมกับคาดการณ์การตีกองทัพพม่าอีกครั้งที่ท่าดินแดง ทำให้การประชันกับพม่าในครั้งนั้นมีความรุนแรงและสำคัญมากในประวัติศาสตร์ไทย

วัดท่าขนุน_04

วัดท่าขนุน_05

เรื่องราวของวัดท่าขนุน

          ในยุคของรัชกาลที่ 1 ท่าขนุนเป็นหนึ่งในเมืองหน้าด่านที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยค่านิยมของชาวพุทธไม่ว่าจะเป็นมอญ, พม่า, ไทย หรือลาว มักมีความเชื่อว่าทุกบ้านควรมีวัดที่อยู่ใกล้เคียงเพื่อให้ประชาชนมีที่ไปบวช บูชา และศึกษาธรรม ดังนั้น, ในท่าขนุนย่อมมีวัดท่าขนุนอยู่แน่นอน เราสามารถทำความเข้าใจได้ว่าการก่อตั้งวัดท่าขนุนต้องเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ยุคนั้นแล้ว แม้กระนั้น หลักฐานที่แน่นอนมากเกินกว่าการกล่าวถึงในเอกสารประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ยังขาดหายไป

          เรื่องราวของวัดท่าขนุนได้รับความสนใจอีกครั้ง เมื่อครั้งที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอรประพันธรำไพ และพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอดิศัยสุริยาภา สองพระราชธิดาจากรัชกาลที่ 5 ได้เสด็จมาประพาสป่าทองผาภูมิ เมื่อสัมผัสกับธรรมชาติของป่าทองผาภูมิ ทั้งสองพระองค์ได้รับความประทับใจจึงเสด็จมาอีกครั้งหนึ่ง และในครั้งนี้พระองค์ได้ทูลขอพระราชทานพระพุทธรูปรัชกาล ขนาดหน้าตักประมาณ 1 ศอก 2 องค์ และธรรมาสน์ทรงบุษบกฝีมือช่างหลวง จากรัชกาลที่ 7 มาถวายแก่หลวงปู่พุก อุตฺตมปาโล เจ้าอาวาสของวัดท่าขนุน เมื่อ พ.ศ. 2472

          หลวงปู่พุก อุตฺตมปาโล เป็นพระเถระที่มีเชื้อสายมอญ มีสีลาจารวัตรที่งดงามและได้รับความนับถือจากชาวบ้านอย่างล้ำลึก ตอนนั้นทั้งสองพระองค์ได้ทราบถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่พุก จึงเสด็จมานมัสการและถวายสิ่งของพระราชทาน เพื่อแสดงความเคารพนับถือ หลังจากนั้น หลวงปู่พุกได้ปกครองและดูแลวัดท่าขนุนจนถึง พ.ศ. 2489 ก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ และหลังจากนั้น ชาวบ้านได้นิมนต์หลวงปู่เต๊อะเน็ง ชาวกะเหรี่ยงนอก (มาจากพม่า) มาเป็นเจ้าอาวาสของวัดท่าขนุนต่อเนื่อง

วัดท่าขนุน_06

วัดท่าขนุน_06-2

          ช่วงนั้นวัดท่าขนุนกำลังต้องการการฟื้นฟูและพัฒนา ที่อยู่ในสภาวะร้างโรย หลวงพ่ออุตตมะที่เดินธุดงค์จากพม่าเข้าไทยมา ได้มีโอกาสพบกับหลวงปู่เต๊อะเน็งที่วัดท่าขนุน ด้วยความมีใจกว้างของทั้งสอง พระทั้งสองจึงร่วมมือกันสร้างมณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาทสี่รอยจำลองเพื่อเป็นการสืบทอดศาสนาและสร้างเสริมเจริญให้กับวัดท่าขนุน

          สำหรับหลวงปู่เต๊อะเน็งเอง ท่านได้บริหารวัดท่าขนุนจนถึง พ.ศ. 2494 ก่อนที่จะต้องเดินทางกลับพม่า และไม่มีโอกาสกลับมาดูแลวัดอีกต่อไป การบริหารวัดหลังจากนั้นทางคณะสงฆ์ได้ตัดสินใจส่งพระภิกษุจากเมืองกาญจนบุรีมาเป็นผู้ดูแล แต่สภาพภูมิอากาศและโรคไข้ป่าที่เป็นปัญหาในบริเวณนั้นทำให้พระภิกษุเหล่านั้นอยู่ได้ไม่นาน สุดท้ายก็ต้องลากลับ ทำให้วัดท่าขนุนยังคงเป็นวัดร้าง

          อย่างไรก็ตาม วันที่ 26 ธันวาคม 2495 หลวงปู่สาย อคฺควํโส จากนครสวรรค์ได้มาดำเนินธุดงค์และปักกลดปฏิบัติธรรมที่วัดท่าขนุน การปฏิบัติธรรมของท่านได้รับการยอมรับและนับถือจากชาวบ้าน ชาวบ้านยังให้การอุปัฏฐากยิ่งยวดแก่หลวงปู่สาย แต่จนถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2496 หลวงปู่สายก็ต้องทำการลาชาวบ้าน เพื่อเดินธุดงค์เข้าประเทศพม่า แต่วัดท่าขนุนยังคงอยู่ในใจชาวบ้านมาตลอดเวลา

วัดท่าขนุน_07

          วัดท่าขนุนเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในประเทศไทย ในวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2496 หลวงปู่สาย พระภิกษุที่มีชื่อเสียงและมีความเป็นมากในระดับประเทศ ได้เดินธุดงค์กลับจากประเทศพม่า และเข้ามายังวัดท่าขนุน โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชาวบ้านซึ่งนำโดยนายบุญธรรม นกเล็ก ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่นั้น หลวงปู่สายได้ทรงอยู่จำพรรษาที่วัดท่าขนุนจนถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2496

          ในระหว่างนั้น นายบุญธรรม นกเล็ก ได้ขอเรียนธรรมจากหลวงปู่สายและนำคณะชาวบ้านไปขอพรที่หลวงปู่น้อย เตชปุญฺโญ (พระครูนิพันธ์ธรรมคุต) เจ้าอาวาสวัดหนองโพธิ์ จังหวัดนครสวรรค์ ท่านเป็นพระกรรมวาจาจารย์และเป็นผู้ดูแลหลวงปู่สาย หลังจากการขอพร หลวงปู่สายได้กลับไปยังวัดหนองโพธิ์ในจังหวัดนครสวรรค์

          เมื่อพ้นกำหนดการจำพรรษาในปี พ.ศ. 2497 นายบุญธรรม นกเล็ก ซึ่งมีศรัทธาในหลวงปู่สายมาก ได้นำคณะชาวบ้านเดินทางไปยังนครสวรรค์ เพื่อขอหลวงปู่สายกลับมาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดท่าขนุน หลวงปู่น้อยตอบรับคำขอและให้ความยินยอม ทำให้หลวงปู่สายได้กลับมาที่วัดท่าขนุนอีกครั้งในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2497 และตั้งแต่นั้นหลวงปู่สายได้ร่วมมือกับชาวบ้านทำการบูรณะและพัฒนาวัดท่าขนุนให้เติบโตขึ้นจนถึงปัจจุบัน

วัดท่าขนุน_08

          วัดท่าขนุนเป็นหนึ่งในวัดที่มีความหมายสำคัญและประวัติยาวนานในจังหวัดกาญจนบุรี หลวงปู่สายได้รับการยกย่องจากพระวิสุทธิรังษี (ดี พุทธโชติมหาเถระ) เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรีในขณะนั้นเป็นผู้ที่ได้มอบหมายให้เขาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดท่าขนุน ตามหนังสือแต่งตั้งเลขที่ 1/2497 ลงวันที่ 1 มกราคม 2498 สามารถเห็นได้ว่าในระยะเวลานั้นหลวงปู่สายมีบทบาทสำคัญในการร่วมกับศรัทธาชาวบ้านในการพัฒนาวัดท่าขนุน จนวัดนี้ได้กลับมาฟื้นฟูและเป็นวัดที่สมบูรณ์อีกครั้ง ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของชาวบ้านจนได้รับรางวัลวัดพัฒนาตัวอย่างในปี 2516

          แต่แล้วก็มีเหตุการณ์เศร้าขึ้นกับวัดท่าขนุน ในปี 2535 หลวงปู่สาย อคฺควํโส ได้มรณภาพลง ทำให้วัดท่าขนุนมีการเปลี่ยนแปลงมาก การซ่อมแซมและรักษาเสนาสนะภายในวัดมีบางส่วนที่ทรุดโทรม บางส่วนก็ชำรุดจนไม่สามารถใช้งานได้

          สู่ปี 2545 สมัยที่พระสมุห์สมพงษ์ เขมจิตฺโต เป็นเจ้าอาวาสวัดท่าขนุน, พระราชธรรมโสภณ ซึ่งรักษาการเป็นเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรีในขณะนั้น ได้มอบหมายให้พระใบฎีกาเล็ก สุธมฺมปญฺโญ มารับผิดชอบและพัฒนาวัดท่าขนุนให้กลับมาสวยงามและมีเสนาสนะที่สมบูรณ์ขึ้นอีกครั้ง ตามการประกาศของเจ้าคณะ ทำให้วัดท่าขนุนได้กลับมามีชีวิตชีวาและเป็นศูนย์กลางทางวิญญาณของชาวบ้านอีกครั้ง

Tag : วัดท่าขนุน,ไหว้พระ,ไหว้พระกาญจนบุรี,สถานที่ท่องเที่ยวกาญจนบุรี,สถานที่ท่องเที่ยว,ท่าขุนน,จังหวัดกาญจนบุรี,อำเภอทองผาภูมิ,ด่านท่าขนุน,แม่น้ำแควน้อย

ข้อมูลอื่นๆ

แหล่งท่องเที่ยวอื่นๆในจังหวัดกาญจนบุรี

วัดถ้ำมังกรทอง

วัดถ้ำมังกรทอง

อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี
ภายในวัดมีถ้ำเรียกกันว่าถ้ำมังกรทอง เป็นถ้ำขนาดเล็ก มีซอกหินสลับซับซ้อนสวยงาม และภายในถ้ำมีหลวงพ่อใหญ่พระพุทธรูปโบราณอายุกว่า 100 ปี
น้ำตกเกริงกระเวีย

น้ำตกเกริงกระเวีย

อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี
อยู่ในเขตพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติเขาแหลม เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ริมถนนสายหลัก และร้านอาหารอยู่หลายร้าน สามารถ แวะพักผ่อน รับประทานอาหาร หรือเล่นน้ำได้
วัดวังวิเวการาม (วัดหลวงพ่ออุตตมะ)

วัดวังวิเวการาม (วัดหลวงพ่ออุตตมะ)

อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี
วัดวังก์วิเวการาม หรือ วัดหลวงพ่ออุตตมะ เป็นองค์กรศาสนาที่ถูกสร้างขึ้นในลักษณะของศิลปะพม่าที่งดงาม โดยที่วัดเดิมถูกจมน้ำในที่สุดจากการก่อสร้างเขื่อนเขาแหลม
อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์

อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์

อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี
ประกอบด้วยทางธรรมชาติที่สวยงาม เช่น น้ำตก น้ำพุร้อน ถ้ำ และเกาะแก่งต่างๆ ในอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนศรีนครินทร์ที่มีทิวทัศน์สวยงาม มีเขตติดต่อกับพื้นที่อุทยานแห่งชาติไทรโยค อุทยานแห่งชาติเอราวัณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
เขื่อนศรีนครินทร์

เขื่อนศรีนครินทร์

อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี
เป็นเขื่อนอเนกประสงค์แห่งแรกของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำแม่กลอง สร้างขึ้น บนแม่น้ำแควใหญ่ บริเวณบ้านเจ้าเณร นับเป็น เขื่อนแห่งที่ 8 ในจำนวน 17 แห่ง ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สร้างขึ้น
วัดถ้ำเสือ

วัดถ้ำเสือ

อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี
เป็นวัดที่มีพระองค์ใหญ่ที่สุดในจังหวัดกาญจนบุรี พระเจดีย์ที่มีความสวยงามโดดเด่น สามารถมองเห็นได้จากในระยะไกล ตั้งอยู่บนเนินเขา มีพระบรมสารีริกธาตุภายในพระเจดีย์เกศแก้วปราสาท และหลวงพ่อชินประทานพร
เขาช้างเผือก

เขาช้างเผือก

อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี
ป็นที่เที่ยวสำหรับคนที่ชอบการเดินป่า ชอบผจญภัย พิชิตยอดเขาสูง ยอดเขาช้างเผือกสูงตระหง่าน รอให้มาพิสูจน์ความกล้ากัน โดยเฉพาะจุดของสันเขาที่หวาดเสียวที่สุดที่เรียกว่า สันคมมีด
อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ

อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ

อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี
อยู่ในเขตท้องที่อำเภอทองผาภูมิ และอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าห้วยเขย่งและป่าเขาช้างเผือก มีพืชพรรณธรรมชาติที่ค่อนข้างสมบูรณ์ และยังมีหมู่บ้านที่ยังอยู่ห่างไกล
ประตูเมืองกาญจนบุรี

ประตูเมืองกาญจนบุรี

อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี
เป็นประตูเมืองที่ก่อด้วยอิฐและปูน สร้างในรัชสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในช่วงยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ปัจจุบันคงเหลือเฉพาะประตูเมืองด้านหน้าและกำแพงเมืองบางส่วนที่อยู่ติดกัน
สะพานอุตตมานุสรณ์ (สะพานมอญ)

สะพานอุตตมานุสรณ์ (สะพานมอญ)

อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี
นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวชมวิว และสัมผัสอากาศเย็นในช่วงเข้าฤดูหนาว ที่สะพานมอญ ตอนเช้าจะได้สัมผัสไอหมอกที่ปกคลุมบนท้องน้ำและยอดเขา และร่วมใส่บาตรบริเวณสะพานไม้มอญ ตามวิถีชีวิตชาวมอญ
วัดท่าขนุน

วัดท่าขนุน

อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี
ได้ชื่อตามเมืองด่านท่าขนุน สมัยนั้นการสัญจรส่วนมากไปทางเรือที่ล่องตามลำน้ำแควน้อย จุดที่ตั้งของเมืองด่านท่าขนุนเป็นท่าเรือ มีต้นขนุนอยู่หลายต้น จึงเรียกกันง่าย ๆ ว่า ท่าขนุน
จุดชมวิวป้อมปี่

จุดชมวิวป้อมปี่

อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี
จุดชมวิวป้อมปี่เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่เงียบสงบและสวยงามของประเทศไทย ป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์และธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ จุดชมวิวนี้ตั้งอยู่ในเขตของอุทยานแห่งชาติเขาแหลม
วัดสมเด็จ

วัดสมเด็จ

อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี
เป็นวัดที่มีศิลปวัฒนธรรมไทยรามัญ (มอญ) และพม่าอยู่เป็นจำนวนมาก ที่ด้านนอกบริเวณฝั่งตรงข้ามของถนนอีกฟากจะมีศาลาซึ่งมีพระพุทธรูปปางต่างๆ
เจดีย์พุทธคยา

เจดีย์พุทธคยา

อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี
พระเจดีย์พุทธคยาเป็นสถานที่สักการะที่มีความสำคัญและเป็นที่รู้จักอย่างดีในหมู่ผู้นับถือศาสนาพุทธและนักท่องเที่ยว ตั้งอยู่ใกล้กับวัดวังก์วิเวการามที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กัน
วัดโชคผาสุกิจ

วัดโชคผาสุกิจ

อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี
ตั้งอยู่ที่ ต.ท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ห่างจากวัดท่าขนุนไปทาง อ.สังขละบุรี ประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของสำนักสงฆ์โชคผาสุกิจ
ถนนคนเดินสังขละบุรี

ถนนคนเดินสังขละบุรี

อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี
แหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งสำหรับผู้ที่ชอบเที่ยว กิน ช้อปปิ้ง เดินเล่นชิลๆ บรรยากาศดีๆ สามารถแวะได้ที่ ถนนคนเดินสังขละบุรี มีเฉพาะวันเสาร์เท่านั้น
ต้นจามจุรียักษ์หรือต้นก้ามปูยักษ์

ต้นจามจุรียักษ์หรือต้นก้ามปูยักษ์

อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี
เป็นต้นจามจุรียักษ์ขนาดใหญ่มาก ยืนต้นตระหง่านมายาวนานมากกว่า 100 ปี เป็นความงดงามที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน
วัดปากลำขาแข้ง (โบสถ์สแตนเลส)

วัดปากลำขาแข้ง (โบสถ์สแตนเลส)

อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี
พระพุทธรูปแสตนเลส ฉลุลายไทยวิจิตรงดงาม สร้างสรรค์จากแรงศรัทธาของประชาชน ที่ช่วยกันบริจาคสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
วัดถ้ำพุหว้า

วัดถ้ำพุหว้า

อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี
โอบล้อมด้วยภูเขา ป่าไม้และถ้ำที่เต็มไปด้วยหินงอก หินย้อยสวยงาม บรรยากาศโดยรอบสะอาด ร่มรื่นและเงียบสงบ เหมาะสำหรับผู้ที่จะเดินทางไปปฏิบัติธรรมและเจริญศีลภาวนา
ซุ้มล้อกันโคลน ชุดเคฟล่า PCX160 (ปี2021-2022)[ซุ้มล้อกันโคลน ชุดเคฟล่า PCX160 (ปี2021-2022)]
อุปกรณ์แต่งรถมอเตอร์ไซค์
฿599 
ชุดล้อ ล้อแม็ก V2 Wave110i Wave 125i ล้อแม็กขอบ17 ล้อแต่ง [ชุดล้อ ล้อแม็ก V2 Wave110i Wave 125i ล้อแม็กขอบ17 ล้อแต่ง ]
ของแต่ง ล้อแม็กรถมอเตอร์ไซค์ 110i 125i เวฟ 110i ไซส์ 1.4*17
฿1,599 
ฝาครอบน็อต ลายดอกไม้ สีโครเมี่ยม [ฝาครอบน็อต ลายดอกไม้ สีโครเมี่ยม ]
น็อตแต่งฝาครอบ ใส่ได้ทุกรุ่น
฿39 
เสื้อแจ็คเก็ต-โมโตจีพี Jacket-MotoGP[เสื้อแจ็คเก็ต-โมโตจีพี Jacket-MotoGP]
เสื้อทีม Repsol Honda แจ็คเก็ต-มอเตอร์ไซค์
฿499 
Posee จ้าวลู่ซือ tiktok hot รองเท้าแตะลําลอง[Posee จ้าวลู่ซือ tiktok hot รองเท้าแตะลําลอง]
พื้นหนา กันลื่น ลายอุ้งเท้าแมวน่ารัก เหมาะกับฤดูร้อน สําหรับผู้ชาย ผู้หญิง ใส่ในบ้าน ห้องน้ํา
฿271 
รองเท้าแตะ keen[รองเท้าแตะ keen]
รองเท้าแตะ รองเท้าชายหาด เดินป่า เดินป่า เดินป่า เดินเขา H2 กันลื่น สําหรับผู้ชาย และผู้หญิง
฿1,128 
ผงไล่งู กำมะถันผสมดินเบาอย่างดี[ผงไล่งู กำมะถันผสมดินเบาอย่างดี]
ไล่แมลงและสัตว์เลื้อยคลานได้ดีมาก บรรจุภัณฑ์ใช้งานง่ายเก็บรักษาง่าย
฿195 
Merry Plant Protein โปรตีนพืช 5 ชนิด[Merry Plant Protein โปรตีนพืช 5 ชนิด]
Merry Plant Protein โปรตีนพืช 5 ชนิด : รส Dark Chocolate Flavor 1 กระปุก 2.3lb. / 1,050g. [ 20 Servings ]
฿1,018 

แหล่งท่องเที่ยวตามจังหวัด

ที่เที่ยวภาคเหนือ

ที่เที่ยวภาคอีสาน

ที่เที่ยวภาคกลาง

ที่เที่ยวภาคตะวันออก

ที่เที่ยวภาคใต้